การตรวจความหนาแน่นของกระดูก
 
ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
 
คุณหมอดิฉันไปตรวจกระดูกมาที่งาน....ผลการตรวจพบว่ากระดูกบาง ดิฉันจะพิการไหม ?
 
คำถามนี้ ผมมักได้ยินเมื่อออกตรวจที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก รวมทั้งเมื่อพบปะกับท่านผู้มีเกียรติที่มาในงาน
วันโรคข้อ ของมูลนิธิโรคข้อฯ แต่เมื่อถามผู้ป่วยหรือท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้นกลับไปว่าคุณมีอาการผิดปกติ
อย่างไรหรือไม่ ส่วนใหญ่ตอบว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ และเมื่อถามต่อว่าความหนาแน่นของกระดูกที่ตรวจได้
นั้นคืออะไร ผู้ป่วยและผู้มีเกียรติเกือบทั้งหมดไม่ทราบว่าการตรวจความหนาแน่นของกระดูกนั้นจำเป็นแค่
ไหนและมีประโยชน์อย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของความสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจ
ความหนาแน่นของกระดูก
กระดูกเป็นเนื้อเยื่อในร่างกายที่มีผลึกเกลือแคลเซี่ยมเกาะอยู่กับเส้นใยคอลลาเจนและโปรทีนหลายชนิด
ที่ทำให้กระดูกแข็งแรง กระดูกสามารถรับนำหนักร่างกาย เป็นแกนการเคลื่อนไหวของข้อต่างๆในร่างกาย
และปกป้องอวัยวะสำคัญของร่างกาย ดังเช่นกะโหลกศรีษะปกป้องสมอง และกระดูกเชิงกรานปกป้องอวัยวะ
ในท้องส่วนล่าง ความแข็งแรงของกระดูกขึ้นกับปริมาณผลึกเกลือแคลเซี่ยม ปริมาณและคุณภาพของเส้นใย
คอลลาเจนและโปรทีนในกระดูก รวมทั้งลักษณะการเรียงตัวของหน่วยกระดูกในทิศทางต่างๆที่เหมาะสมกับ
แรงที่มากระทำต่อกระดูก ทั้งจากน้ำหนักของร่างกาย การเคลื่อนไหวและการหดตัวของกล้ามเนื้อ ในกระดูกมี
การทำลายส่วนที่เสียหายจากการใช้งานและส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการใช้งานและมีการสร้างกระดูกใหม่ขึ้นทด
แทนอยู่ตลอดเวลา หากปริมาณการสร้างสัมพันธ์กับการทำลาย กระดูกก็สามารถรักษารูปทรงและความแข็ง
แรงไว้ได้ แต่หากการสร้างมีขึ้นน้อยกว่าการทำลาย กระดูกก็จะอ่อนแอลง
ในทางปฏิบัติแพทย์ไม่สามารถวัดความแข็งแรงของกระดูกที่อยู่ภายในร่างกายมนุษย์ได้โดยตรง จึงต้อง
วัดโดยอ้อม ซึ่งขบวนการประเมินความแข็งแรงของกระดูกเริ่มจากการตรวจร่างกายและถ่ายภาพรังสีธรรมดา
ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเฉพาะบริเวณนั้นๆ หรือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ในผู้ป่วยบาง
รายแพทย์อาจทำการตรวจเลือดและปัสสาวะของผู้ป่วยด้วยเพื่อประเมินอัตราการสร้างและการทำลาย
ของกระดูก หากมีข้อมูลว่าผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนจึงทำการตรวจความหนาแน่นของกระดูกด้วยวิธีการวัด
ความสามารถในการดูดซับรังสีของกระดูกต่อหน่วยปริมาตรของกระดูก กระดูกที่มีผลึกเกลือแคลเซี่ยมมาก
และหนาแน่นสามารถดูดซับรังสีได้มากกว่ากระดูดที่มีผลึกเกลือแคลเซี่ยมน้อย การวัดความสามารถดูดซับ
รังสีนี้จึงเป็นเพียงวัดองค์ประกอบหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความแข็งแรงของกระดูดเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการวัด
คุณภาพหรือความแข็งแรงสุทธิของกระดูก ในผู้ที่รับการตรวจความหนาแน่นของกระดูกด้วยวิธีอื่นเช่น
การวัดความหนาแน่นของกระดูกที่เท้าด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงไม่มีความสำคัญทางคลินิก ปัจจุบันแพทย์
ไม่ใช้วิธีการนี้ประเมินความแข็งแรงของกระดูกแล้ว
ค่าความหนาแน่นของกระดูกที่ได้จากการวัดความสามารถในการดูดซับรังสีของกระดูกนำเสนอในค่าสัด
ส่วนเมื่อเทียบกับค่ากลางของคนปกติที่อยู่ในวัยต่างๆกัน โดยเทียบกับคนหนุ่มสาว ที่มีความหนาแน่น
ของกระดูกปกติ แปลผลออกมาเป็นค่าคะแนนที (T) ในผู้ที่ความหนาแน่นของกระดูกอยู่ในเกณฑ์ปกติ
คะแนนทีอยู่ที่ 0 หากความหนาแน่นของกระดูกสูงกว่าเกณฑ์ปกติ คะแนนทีมีค่าเป็นบวก ในทางตรงข้ามหาก
ความหนาแน่นของกระดูกน้อยกว่าเกณฑ์ปกติหรือเป็นโรคกระดูกพรุน คะแนนทีมีค่าเป็นลบ ตามข้อ
ตกลงการวินิจฉับโรคกระดูกพรุนและจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านกระทำลายกระดูกในปัจจุบัน ถือ
ค่าคะแนนทีที่ - 2.5 เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ หากการตรวจความหนาแน่นด้วยวิธีนี้พบว่าคะแนนทีต่ำกว่า – 2.5 จึง
จะถือว่าผู้ป่วยมีกระดูกพรุนและกระดูกบางมาก มีโอกาสกระดูกหักได้ง่ายแม้การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเป็นเพียง
การบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้สมควรได้รับการรักษาด้วยยาที่ลดการทำลายกระดูกหรือยาที่กระตุ้น
การสร้างกระดูกเพื่อป้องกันกระดูกหัก ซึ่งต้องให้การรักษาร่วมกับการรักษาโรคกระดูกพรุนทั่วไปอันได้แก่การ
รับประทานอาหารที่เหมาะสม การดื่มนมและการได้รับแคลเซี่ยมเพิ่มอย่างเหมาะสม การออกกำลังกาย การใช้
เครื่องช่วยการเดินและเครื่องรัดดัดและพยุงต่างๆ การปรับการใช้ชีวิตประจำวันและสภาวะแวดล้อมให้เหมาะ
สม โดยมีจุดประสงค์ที่สำคัญเพื่อป้องกันกระดูกหัก การวัดความหนาแน่นของกระดูกโดยดูจากความสามารถ
ในการดูดซับรังสีนี้ควรทำต่อเมื่อมีอายุสูงวัย โดยมีอายุสูงกว่า 65 ปี ยกเว้นเป็นผู้ที่มีอาการ อาการแสดงและ
การตรวจอย่างอื่นส่อว่าผู้ป่วยน่าจะมีกระดูกพรุน และผู้ป่วยเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อกระดูกหักพรุนและ
กระดูกหัก เช่น ผู้ป่วยหญิงที่ต้องได้รับการผ่าตัดนำมดลูกและรังไข่ออกตั้งแต่อายุน้อยกว่า 40 ปี ผู้ที่มีประวัติ
มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย ผู้ป่วยที่มีการมองเห็นไม่ดี มีโอกาสหกล้มบ่อยและ
ผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นต้น จึงสมควรได้รับการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกเมื่อมีอายุน้อยกว่า 65 ปี
มีท่านผู้มีเกียรติ์บางท่านถามว่าหากสงสัยกระดูกพรุนก็รับประทานยาต้านการทำลายกระดูกไปเลยดีไหม
คำตอบคือไม่ดี ด้วยยาต้านการทำลายกระดูกเป็นยาที่มีราคาสูงและมีฤทธิ์แทรกซ้อนสูงด้วย ผู้ป่วยที่ได้รับยา
นี้อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและปวดท้อง ยาในกลุ่มฮอร์โมนเพศก็อาจก่อให้เกิดเลือดออกทางช่องคลอด
และโรคหลอดเลือดอุดตัน รวมทั้งหากได้รับฮอร์โมนติดต่อเป็นเวลานาน ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ยา
ต้านการทำลายกระดูกที่มีฤทธิ์แรงอาจรบกวนการปรับตัวของกระดูกตามธรรมชาติ กระดูกอาจแข็งแต่เปราะ
กระดูกกลับหักง่ายกว่าที่ควร ดังนั้นการใช้ยาต้านการทำลายกระดูกจึงต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย
โดยสรุปการวัดความหนาแน่นของกระดูกนี้เป็นเพียงการวัดองค์ประกอบหนึ่งที่ให้ความแข็งแรงต่อกระดูก
เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีค่าคะแนนทีของความหนาแน่นของกระดูกต่ำแล้วจะมีกระดูกอ่อนแอหักง่าย
เสมอไป ต้องอาศัยปัจจัยอื่นจากการตรวจและพิจารณาของแพทย์ร่วมด้วย เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและ
ปลอดภัย ดังนั้นการที่ท่านทั้งหลายที่อยู่ในวัยกลางคนไปรับการตรวจพบว่าความหนาแน่นของกระดูกของ
ท่านลดลงหรือกระดูกของท่านบางลงจากวิธีอื่น โดยท่านไม่มีอาการผิดปกติจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องวิตก
มากเกินไป หากมีความสงสัยควรปรึกษาแพทย์
 
 
หัวข้อเก่า : เรื่องน่ารู้
Go to :