หัวข้อเก่า : เรื่องน่ารู้
Go to :
 


ฟื้นฟูกาย - อย่าลืม…..ฟื้นฟูจิต

นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

กายกับจิต

กายกับจิตมีความสัมพันธ์แนบแน่นซึ่งกันและกัน จิตอาศัยกายเป็นที่อยู่ กายเป็นผู้รับใช้จิต กายกับจิตต้องอยู่ด้วยกันมานาน จิตก็เลยคิดว่ากายเป็นสมบัติของจิต แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ เพียงแต่จิตมาอาศัยกายอยู่ชั่วคราวเท่านั้น จิตนั้นไม่อยากให้กายแก่ ไม่อยากให้กายเปลี่ยนสภาพ แต่เป็นไปไม่ได้เพราะกายต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาทีที่ผ่านไป เมื่อกายซึ่งเป็นผู้รับใช้เกิดเสื่อมสภาพ ไม่ว่าจะเกิดเป็นโรคอะไรขึ้นมาก็ตาม เจ้าจิตซึ่งเป็นเจ้านายก็เดือดร้อน โดยเฉพาะถ้ากายเป็นโรคเรื้อรัง โรคไขข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด เป็นต้น จิตจะเหี่ยวไปด้วยจะหงอยเหงาเศร้าสร้อยไปด้วย แต่จิตที่เดือดร้อนและเหงาหงอย คือจิตที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่ากายต้องมีผุพังไปตามธรรมดา สำหรับจิตที่ฝึกดีแล้วเข้าใจลึกซึ้งแล้ว จะไม่เดือดร้อนไปด้วย จะไม่เหี่ยวและไม่ฝ่อไปตามกาย เพียงแต่จิตจะมีแต่เมตตาพยายามหาทางช่วยเหลือกายให้ได้รับการดูแลแก้ไขให้ฟื้นคืนสภาพให้มากที่สุด เรียกว่ามีความเมตตาตัวตน กายจะพัง กายจะเจ๊ง ก็เป็นเรื่องของกาย แต่จิตต้องพยายามดูแลกาย พากายไปรักษา ให้กายได้รับการซ่อมแซม จะได้อาศัยกายไปนาน ๆ เพื่อใช้ในการพิจารณาปรับปรุงสภาพจิตใจให้ดีขึ้นด้วย แต่เมื่อพยายามเต็มที่แล้ว กายดีขึ้นได้แค่ไหน ฟื้นสภาพได้แค่ไหน ก็ต้องรู้จักมีอุเบกขาด้วย

ทุกขัง

ทุกขังแปลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ กายก็เช่นกัน มีเกิด มีเจริญเติบโต มีโรค มีเหี่ยว มีเสื่อมไปตามธรรมดา อวัยวะของเราแต่ละคนนั้นมีอัตราเสื่อมไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน แล้วแต่การกระทำของเราในอดีตคือ " กรรม " เช่นบางคนข้อเข่าเสื่อมก่อน บางคนข้อสันหลังเสื่อมก่อน บางคนกระดูกก้านคอเสื่อมก่อน บางคนไตเสื่อมก่อน ก็เป็นไตวาย บางคนตับเสื่อมก่อนก็เป็นตับวาย บางคนหัวใจเสื่อมก่อนก็เป็นหัวใจวาย ท่านก็เลือกเอาเองก็แล้วกันว่าจะเอาอะไรเสื่อมก่อนกัน แต่ผมคิดว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อม ปวดข้อเรื้อรัง ใช้งานไม่สะดวกหรือเป็นข้อล้มเหลวก็ยังโชคดีและมีบุญมากกว่าพวกที่เป็นสมองเสื่อม เพราะพวกสมองเสื่อมนั้นจำอะไรไม่ได้สติ สมาธิ ปัญญา ก็แย่ เวลาต้องจากโลกนี้ไปแล้ว คือ จิตต้องออกจากกายนี้ไปแล้วจิตจะจำอะไรไม่ได้ จะต้องลำบากมาก ส่วนพวกที่ข้อเสื่อมเวลาตายไปก็ไม่ได้เอาข้อไปด้วย เอาแต่ดวงจิตที่เหลืออยู่ไป ถ้าจิตรู้จักคิด รู้จักฝึก และฝึกให้ดี ก็จะเป็นจิตที่ดี ชีวิตหลังความตายก็จะไปดี ไม่น่ากลัว เพราะจิตจะช่วยตัวเองได้

ความเชื่อมโยงสุขภาพจิตกับสุขภาพกาย

ปถุชนอย่างเรา เมื่อกายป่วย กายเหี่ยว กายทรุด จิตก็จะป่วย จิตจะเหี่ยวและจิตจะทรุดไปด้วย เพราะจิตต้องพึ่งกาย จิตพีงจิตยังไม่ได้ หรือจิตพึ่งตัวเองไม่ได้ ถ้าจิตพึ่งจิตได้จิตก็ไม่ต้องมาพะวงพึ่งกายไม่ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น และกายให้วุ่นวาย เป็นเพราะจิตติดกาย จิตติดกับอารมณ์ที่ได้ผ่านมาทางกาย จิตจึงจะล้ม จะตายเมื่อกายป่วยหรือกายเสื่อม พวกที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน ไม่ได้ทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน ไม่รู้เท่าทัน ยังมีความเป็นตัวเป็นตนอยู่มาก ก็จะรับสภาพไม่ได้ที่จะต้องเสื่อมความที่มีอยู่ไป ผู้ป่วยที่ไปหาแพทย์ที่มีอาการป่วยทางกาย เกือบทั้งหมดจะเดือดร้อนใจไปด้วย ในทางกลับกันผู้ป่วยที่ทุกข์ใจ ก็จะมีอาการออกมาทางกายให้เห็นด้วยเสมอ ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างจิต ( เจ้านาย ) และกาย ( บ่าว )


โรคทางกายมากมายที่มีรากฐานมาจากทางจิต เช่น โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้ใหญ่ โรคปวดหัวเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นไมเกรน หรือเท็นชั่น โรคกล้ามเนื้อเกร็งไม่ว่าจะเป็นชนิดเรื้อรังหรือชนิดเฉียบพลัน แม้แต่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็มีความสัมพันธ์กับความเครียด ความเศร้าหมอง และความสูญเสีย เราจะเห็นว่าเป็นวงจรอุบาทว์ระหว่างกายและจิต ดังนั้นถ้าสามารถทำให้จิตคิดดี ไม่เครียด ไม่หดหู่ ไม่เศร้าหมอง ไม่เบื่อ จะทำให้โรคทางกายหายเร็วขึ้นด้วย เพราะการทำงานของระบบทางกายจะไม่ผิดพลาดและมีประสิทธิภาพดี

ทำวิกฤตให้เป็นโอกาส

เมื่อกายเสื่อม กายเหี่ยว กายป่วย กายสูญเสียสมรรถภาพ เราก็ควรจะศึกษา ฉวยโอกาส ฉุกคิดให้เกิดเป็นวิกฤตให้ได้ ฉวยโอกาสให้เข้าใจธรรมชาติของกายว่ามีเกิด มีตั้งอยู่ และมีเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เมื่อทุกข์เกิดขึ้นก็ให้ศึกษาทุกข์ ทบทวนทำความเข้าใจทุกข์ เมื่อเข้าใจทุกข์มาก ๆ ก็จะเข้าใจธรรม เมื่อเข้าใจถึงขั้นหนึ่ง ก็จะพ้นทุกข์ไปเอง คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ หากกายเสื่อมสภาพ เช่น เกิดเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เจ็บปวดใช้งานข้อไม่สะดวก ก็เกิดความเดือดร้อน กลุ้มใจ ตกใจ เศร้าใจ เสียใจ กระวนกระวายใจ เกิดความร้อนขึ้นในดวงจิต อันนี้แสดงว่าเรากำลังครองอยู่ในสภาวะบาป เมื่อจิตครองอยู่ในบาป คิดแต่เรื่องไม่สบายใจ บาปกรรมตั้งแต่ไหน ๆ ก็ไม่ทราบก็จะแห่กันเข้ามา ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่มีพลัง มีแต่ความร้อนในจิต เมื่อจิตเสียศูนย์สมองก็เสียศูนย์ร่างกายก็เสียศูนย์ไปด้วย ทำให้การฟื้นสภาพของร่างกายเป็นไปได้โดยยาก หากจิตดวงนั้นของคนคนนั้นคิดดี เห็นดี เข้าใจดี เห็นไปตามสภาวะธรรม เป็นไปตามจริง เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ไม่เกิดการเสียดสีขึ้นในจิต ก็ไม่มีความร้อนขึ้นในจิต จิตยังเป็นสมาธิ จิตก็มีพลัง จิตยังเป็นที่พึ่งของกายได้ การทำงานของจิตก็ดี เรียกว่าคนคนนั้นจิตเขากำลังครองอยู่ในบุญ ทำให้การทำงานของสมองและอวัยวะต่าง ๆ มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และการฟื้นฟูสภาพของร่างกายก็ทำได้ง่าย

ฟื้นฟูกาย - ฟื้นฟูจิต

การดูแลร่างกายของเรา เราจะดูแลแต่กายอย่างเดียวไม่พอ เช่น กายป่วยเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง กายเสื่อมสมรรถนะ และกายกำลังได้รับการบำบัดเยียวยา และกายภาพบำบัดหรือเวชศาสตร์ฟื้นฟู มีการฝึกเดิน นวดเฟ้น ให้ความร้อนประคบ ออกกำลัง เป็นต้น ในขณะเดียวกันเราก็ต้องให้การดูแลเจ้านายของกายไปพร้อม ๆ กัน คือ จิต ให้ปรับเปลี่ยนอริยาบทของจิตคือความคิดไปในทางที่ดี คิดแต่ในแง่ดี ให้เกิดอารมณ์ดี และให้ผู้ป่วยตั้งจิตอธิษฐานนึกถึงแต่คุณงามความดี หรือบุญกุศลเก่าที่ท่านผู้นั้นได้กระทำไว้ตั้งแต่ชาตินี้ ชาติปางก่อน ชาติหนหลัง ทั้งหมดให้มาช่วยอุ้มชูธาตุทั้งสี่ ขันธุ์ทั้งห้า และอาการสามสิบสอง ของท่านผู้นั้นให้หายป่วยโดยไว ให้นึกแต่ความดีและบุญกุศลที่ได้กระทำไว้ตลอดเวลา ให้เป็นอารมณ์แห่งบุญกุศลตลอดเวลา จิตของท่านผู้นั้นจะดีจะเย็น การทำงานของจิตจะมีระเบียบ ไม่มีความร้อนในจิต การส่งถ่ายพลังและคำสั่งของจิตไปยังสมองทั้งระบบอัตโนมัติ และไม่อัตโนมัติจะดีไปหมด โรคาพยาธิก็จะหายโดยไว แต่หากท่านผู้นั้นได้รับแต่การบำบัดทางกาย ฟื้นฟูแต่ทางกาย แต่ปล่อยให้ใจเหี่ยว จิตไม่ได้รับการเหลียวแล ไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับการแก้ไข รับรองเลยว่าโรคหายยากครับ เพราะเจ้านายคือจิต ยังเหี่ยวอยู่หรือยังไม่ได้รับการดูแลฟื้นฟูให้ดีขึ้น ดังนั้นเมื่อท่านฟื้นฟูกายก็อย่าลืมฟื้นฟูจิต เมื่อดูแลกายก็อย่าลืมดูแลจิต เมื่อกายเสื่อมก็อย่าให้จิตเสื่อม หรือเมื่อกายป่วยก็อย่าให้จิตป่วย เพราะสิ่งที่เป็นของท่านอย่างแท้จริง อย่างเดียวก็คือ ดวงจิตของท่าน ท่านจงหวงแหนดูแลให้การทนุถนอม ฝึกอบรม ให้ดวงจิตของท่านบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านจะไปดีครับ ท่านจะไม่กลัวตาย เพราะท่านจะรู้ได้เลยว่า ถ้าหากท่านตายไป ดวงจิตที่ตายไม่เป็นดวงนี้ จะไปหาที่อยู่ต่อไปที่ดีครับ เพราะเป็นดวงจิตที่มี สติ สมาธิ ปัญญา พร้อมกับบุญ วาสนา บารมีสูงครับ