การตั้งครรภ์ กับ โรครูมาติก
 
พล.ต.หญิง พรฑิตา ชัยอำนวย
รพ. พระมงกุฎเกล้า
 
โรคไขข้ออักเสบที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันจะพบบ่อยในเพศหญิง โดยเฉพาะในวัยเจริญ
พันธุ์ผู้ป่วยมักจะถามแพทย์ว่าจะมีบุตรได้หรือไม่ ถ้ามีได้ควรมีช่วงใด ผลของการตั้งครรภ์จะมีผลต่อโรคหรือ
ไม่ บุตรที่คลอดมาจะปกติหรือไม่ รวมถึงการใช้ยาระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร ซึ่งแพทย์จะแนะนำผู้
ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และโรคลูปัสในระยะรุนแรงให้คุมกำเนิดเนื่องด้วยอันตรายจากตัวของโรคเอง
และการตั้งครรภ์อาจจะเป็นสาเหตุให้โรคกำเริบและเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งมารดาและเด็ก นอกจากนี้ยาที่
ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะโรครุนแรงอาจจะมีผลต่อการสร้างอวัยวะต่างๆ ของเด็กในครรภ์ได้ อย่างไร
ก็ตามความเจริญทางการแพทย์ในปัจจุบันนี้พบว่า ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรครูมาติกชนิดต่างกันก็จะแตก
ต่างกันไป แต่เมื่อแพทย์สามารถควบคุมอาการของโรคได้สงบแล้ว ผู้ป่วยก็สามารถที่จะตั้งครรภ์ได้แต่ ต้อง
อยู่ในความดูแลและได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งทางโรครูมาติก และ สูตินรีแพทย์
 
ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรครูมาติก
เป็นที่น่ายินดีว่าในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาการของโรคจะดีขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ จนลดการ
ใช้ยาลงได้ แต่อาการมักจะกลับมากำเริบหลังการคลอดบุตร สำหรับผู้ป่วย โรคลูปัส นั้น ในระยะครึ่งหลังของ
การตั้งครรภ์ และ หลังการคลอด อาการของโรคจะกำเริบได้มากกว่า ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นต้องนัดผู้ป่วยให้
มาพบแพทย์บ่อยขึ้นเพื่อปรับยาไม่ให้โรคกำเริบ และแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยที่ต้องการจะมีบุตรตั้งครรภ์หลัง
จากที่อาการของโรคสงบเป็นระยะเวลานานพอสมควร เช่น 6 เดือน – 1 ปี
 
ผลของโรครูมาติกต่อการตั้งครรภ์
โรครูมาติกล้วนแล้วแต่เป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับยาต้านการอักเสบ และ
ยากดอิมมูน ซึ่งยาหลายชนิดอาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและการสร้างอวัยวะต่างๆของทารกในครรภ์
(จะกล่าวโดยละเอียดต่อไป)
ในผู้ป่วยโรครูมาติกที่มี ไตอักเสบ อาจจะมี ความดันโลหิตสูง ได้อย่างมากหรือที่เรียกว่า “ภาวะครรภ์เป็น
พิษ” และจะส่งผลให้ไตซึ่งอักเสบและเป็นปัญหาอยู่แล้วยิ่งรุนแรงขึ้น จนอาจเกิดภาวะไตวายได้
ในผู้ป่วย โรคลูปัส ที่พบแอนติบอดี้ที่มีชื่อว่า “แอนติ-โร แอนติบอดี้ (Anti-Ro Antibody)” อาจจะมีผลต่อ
หัวใจของทารกในครรภ์ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์จะต้องติดตามสุขภาพของทารกในครรภ์เพื่อที่จะให้
การช่วยเหลือได้ทันท่วงที
 
การใช้ยาระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร
ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ยาในหญิงที่ตั้งครรภ์นั้นยังไม่มีความสมบูรณ์ แน่ชัด แต่อย่างไรก็
ตามกลุ่มของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสูตินรีเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรครูมาติก และอายุรแพทย์ที่มี
ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยทางรูมาติกที่ตั้งครรภ์นั้น ได้สรุปการใช้ยารักษาโรคทางไขข้อระหว่างการ
ตั้งครรภ์และการให้นมบุตร ดังตารางที่ 1
 
ตารางที่ 1 แสดงรายชื่อยาที่สามารถใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร
 
  การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร
ยาต้านการอักเสบ (NSAID)
(หลีกเลี่ยงหลังอายุครรภ์
32 สัปดาห์)
ซัลฟาซาลาซิน (Sulfasalazine)
ยาต้านมาลาเรีย (Antimalarials)
ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids)
ซัยโคลสโพริน เอ (Cyclosporine A) ยังสรุปไม่ได้
อซาธัยโอพริน (Azathioprine) ยังสรุปไม่ได้
มัยโคเฟนโนเลท (Mycophenolate)
เมโทรเทรกเซท (Methotrexate)
Leflunamide
ซัยโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide)
ยาทางชีวภาพ (Anti- TNF)
ริทูซิแมบ (Rituximab)
เฮปาริน (Heparin)
 
ข้อพึงทราบของผู้ป่วยโรครูมาติกก่อนการตั้งครรภ์
 
กลุ่มผู้ป่วยตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
- คนที่มีประวัติการแท้ง ฯลฯ
- ผู้ที่มีอาการอักเสบของไต หัวใจ ปอด
- ผู้ที่โรคยังอยู่ในระยะกำเริบ
- ผู้ที่มีแอนติบอดี้ต่อผนังเซลล์ (Antiphospholipid antibody) และ แอนติ-โร แอนติบอดี้ (Anti-Ro Antibody)
 
หลักการให้ยาในผู้ป่วยเหล่านี้ คือ การให้ยาน้อยชนิดที่สุด และ ขนาดที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะควบคุมอาการ
ของโรคได้
 
สรุป
ผู้ป่วยโรครูมาติกที่ประสงค์จะตั้งครรภ์ควรจะปรึกษาแพทย์ซึ่งโดยทั่วไปควรจะเป็นระยะหลังโรคสงบ
แล้วอย่างน้อย 3 – 6 เดือน หรือ บางรายอาจต้องรอระยะโรคสงบ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งขึ้นกับความรุนแรง
ของโรค และอวัยวะที่มีการอักเสบ ผู้ป่วยควรจะพบทั้งอายุรแพทย์และสูตินรีแพทย์บ่อยกว่าระยะที่ไม่ได้
ตั้งครรภ์ และมาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อจะได้เกิดความสบายใจและมั่นใจว่าการตั้งครรภ์
ของท่านได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและเด็กในครรภ์
 
 

หัวข้อเก่า : โรคข้อวันนี้
Go to :